ความรู้เรื่องโรคเรื้อน


ระบาดวิทยาของโรคเรื้อน

1.               โรคเรื้อน คือ โรคติดต่อเรื้อรังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ Mycobacterium leprae มีรูปร่างเป็นแท่ง ย้อมติดสีทนกรด(acid-fast stain) ทำให้เกิดอาการที่ ผิวหนัง เส้นประสาทส่วนปลาย เยื่อบุท่อทางเดินหายใจส่วนบน โรคเรื้อนก่อให้เกิดอาการที่เส้นประสาทและมักจะทำลายเส้นประสาท เป็นผลให้เกิดความพิการตามมา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยและครอบครัว ต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคมและจิตใจ อันเนื่องมาจากสังคมรังเกียจ และไม่สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ตามปกติ

2.               แหล่งแพร่เชื้อ มนุษย์เป็นแหล่งแพร่เชื้อที่สำคัญ ผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อได้ คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมากที่ยังไม่ได้รับการรักษา

3.               การแพร่เชื้อ เชื้อโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วยได้สองทาง คือ ทางผิวหนังและทางเยื่อบุจมูก ทางที่เชื่อว่ามีผลต่อการแพร่เชื้อได้มากที่สุดคือทางเยื่อบุจมูก เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคน ในปัจจุบันเชื่อว่าเป็นระบบทางเดินหายใจ แต่สำหรับทางอื่นๆ โดยเฉพาะทางบาดแผลที่ผิวหนังก็ยังเป็นไปได้

4.               ระยะฟักตัวของโรค โดยเฉลี่ยประมาณ 3-5 ปี

5.               ประชาชนส่วนใหญ่จะมีภูมิต้านทานต่อโรคเรื้อน เมื่อได้รับเชื้อโรคเรื้อน โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคมีเพียงประมาณร้อยละ 5 เท่านั้น (ป่วยเป็นโรคเรื้อน 5 คน ในจำนวน ผู้ได้รับเชื้อ 100 คน) เด็กมีโอกาสติดโรคมากกว่าผู้ใหญ่เนื่องจากมีภูมิต้านทานโรคน้อยกว่า ผู้สัมผัสโรคร่วมบ้านกับผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคสูงกว่าคนทั่วไป

6.               อายุ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ

7.               เพศ ในผู้ใหญ่ เพศชายจะป่วยเป็นโรคเรื้อนมากกว่าเพศหญิง ส่วนในเด็กจะไม่พบความแตกต่างระหว่างเพศ

การวินิจฉัยโรค

โรคเรื้อนสามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติการตรวจร่างกายและการตรวจหาเชื้อโรคเรื้อน จากผิวหนัง อาการแสดงสำคัญ(Cardinal signs) ของโรคเรื้อนคือ

1.               รอยโรคผิวหนังที่มีลักษณะเฉพาะของโรคเรื้อน

2.               ตรวจพบมีอาการชาที่รอยโรค หรือผิวหนังที่รับความรู้สึกจากเส้นประสาทส่วนปลายที่มักจะถูกทำลายโดยโรคเรื้อน คือฝ่ามือหรือฝ่าเท้า

3.               ตรวจพบเส้นประสาทโต

4.               ตรวจพบเชื้อรูปแท่งติดสีทนกรด (Acid fast bacilli) จากการกรีดผิวหนัง
หากพบอาการแสดงอย่างน้อย 2 ข้อจาก 3 ข้อแรกหรือพบข้อ 4 เพียงข้อเดียวให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเรื้อน

http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img111.jpg....... http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img12.jpg

ภาพซ้าย... ผื่นเป็นวง สีจางหรือเข้มกว่าผิวหนังปกติ ผิวหนังแห้ง มีอาการชา
ภาพขวา... เป็นตุ่มและผื่นนูนแดงหนา ผื่นมีจำนวนมาก ไม่คัน กระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย หรือตรวจพบเชื้อโรคเรื้อน

การจำแนกชนิด(Classification)

……….เนื่องจากอาการแสดงของโรคเรื้อนพบได้ตั้งแต่รอยโรคขนาดเล็ก เพียงตำแหน่ง เดียวจนถึงรอยโรคขนาดใหญ่ หรือมีจำนวนมากกระจายทั่วร่างกายตลอดจนทำให้เกิดความพิการ ได้ การจำแนกชนิดจึงมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางระบาดวิทยา การวางแผนรักษา การทำนายโรค และการดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกันการความพิการ ปัจจุบันใช้วิธีจำแนกชนิดโดยดัดแปลงจาก Ridley & Jopling's classification ปี ค.ศ.1966 ซึ่งจำแนกตามภูมิต้านทานต่อโรคเรื้อน ของผู้ป่วย ลักษณะและการกระจายของรอยโรคที่ผิวหนังร่วมกับผลการตรวจเชื้อร่วมกับ การจำแนกชนิดเพื่อการรักษาดังนี้

·  โรคเรื้อนประเภทเชื้อน้อย (Paucibacillary Leprosy - PB)

ชนิดของโรคตาม Ridley & Jopling classification...ได้แก่ Indeterminate, Tuberculoid, Borderline tuberculoid ที่มี รอยโรคไม่เกิน 5 ตำแหน่งและตรวจไม่พบเชื้อ

ลักษณะรอยโรคผิวหนัง...ผื่นเป็นวง สีจางหรือเข้มกว่า ผิวหนังปกติ ผิวแห้งมีอาการชา

การทำลายเส้นประสาท...มีการทำลายเส้นประสาทเพียง 1 เส้น (Nerve trunk)

การตรวจเชื้อโรคเรื้อน.....ไม่พบเชื้อ

·  โรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก (Multibacillary Leprosy - MB)

ชนิดของโรคตาม Ridley & Jopling classification...ได้แก่ Borderline tuberculoid ที่ตรวจพบเชื้อ หรือมีรอยโรคมากกกว่า 5 ตำแหน่ง, Borderline, Borderline lepromatous, Lepromatous

ลักษณะรอยโรคผิวหนัง...ผื่นนูนแดงหนาหรือตุ่ม มีจำนวน มาก กระจายตามส่วนต่าง ๆของร่างกาย

การทำลายเส้นประสาท...มีการทำลายเส้นประสาทหลายเส้น

การตรวจเชื้อโรคเรื้อน...พบเชื้อ

การรักษาโรคเรื้อน

การใช้ยาเคมีบำบัดเพื่อรักษาโรคเรื้อน มีวัตถุประสงค์เพื่อ

·  รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรคและไม่เกิดความพิการ

·  ตัดวงจรการแพร่เชื้อ

·  ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อน้อย(PB) กินยา Rifampicin 600 มิลิกรัม กินต่อหน้าหรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เดือนละครั้ง และยา Dapsone 100 มิลิกรัม ทุกวัน ระยะเวลากินยานาน 6 เดือน

·  ผู้ป่วยโรคเรื้อนประเภทเชื้อมาก กินยา Rifampicin 600 มิลิกรัม และ Clofazimine(Lamprene) 300 มิลิกรัม กินต่อหน้าหรือตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เดือนละครั้ง และยา Dapsone 100 มิลิกรัม และ Clofazimine(Lamprene) 50 มิลิกรัม ทุกวัน ระยะเวลากินยานาน 2 ปี

·  การหยุดยาและจำหน่ายจากทะเบียนการรักษา ระยะเฝ้าระวัง(การติดตามหลังจากหยุดยา)ตรวจร่างกายปีละครั้งเป็นเวลา 3 ปี ในผู้ป่วยชนิดเชื้อน้อย, ตรวจร่างกายและตรวจเชื้อปีละครั้งเป็นเวลา 5 ปีในผู้ป่วยชนิดเชื้อมาก แล้วจึงจำหน่ายจากการเฝ้าระวัง

ระยะเวลาการรักษา

กำหนดให้ใช้ระยะเวลาแน่นอนในการรักษา (Fixed duration of treatment) คือ เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษา ครบถ้วนตามระยะเวลาที่กำหนด ให้หยุดยาและจำหน่ายจากทะเบียน การรักษาทุกรายโดยไม่ต้องรอจนอาการ ทางคลินิกไม่กำเริบ และ/หรือ ตรวจไม่พบเชื้อ

1.               ผู้ป่วยประเภทเชื้อน้อย (PB) 6 เดือน (รับยาประจำเดือนครบ 6 ครั้ง ในระยะ เวลา 9 เดือน)

2.               ผู้ป่วยประเภทเชื้อมาก (MB) 24 เดือน(รับยาประจำเดือนครบ 24 ครั้ง ในระยะเวลา 36 เดือน)

ขนาดยาที่ใช้รักษาโรคเรื้อนในผู้ป่วยเด็ก

1.               DDS คิดตามน้ำหนักตัว 1-2 มก. ต่อน้ำหนัก 1 กก.

2.               Rifampicin คิดตามน้ำหนักตัว 10-20 มก. ต่อน้ำหนัก 1 กก.

3.               Clofazimine (Lamprene)คิดตามอายุดังนี้

กลุ่มอายุ

ยากินเดือนละครั้ง

ยากินทุกวัน

0-5 ปี

100 ม.ก.

50 ม.ก. สัปดาห์ละสองครั้ง

6-14 ปี

150-200 ม.ก.

50 ม.ก. สัปดาห์ละสามครั้ง


http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img13a.jpgก่อนรักษา http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img13b.jpghttp://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img13c.jpgหลังรักษา http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img13d.jpg

ความพิการในผู้ป่วยโรคเรื้อน

เกิดเนื่องจากเส้นประสาทส่วนปลายที่ไปเลี้ยงบริเวณใบหน้า ตา มือและเท้าถูกทำลายจนสูญเสียหน้าที่ ทำให้เกิดความพิการดังนี้

·  ตา กระจกตา (บริเวณตาดำ) ชา ตาหลับไม่ลง หากผู้ป่วยไม่ดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจะมีอาการตาอักเสบ กระจกตาเป็นแผลในที่สุดตาจะบอด
http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img7.jpgตาหลับไม่ลง/ตาบอด http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img121.jpg

·  มือ กล้ามเนื้อนิ้วมืออ่อนแรง ข้อมือตก ฝ่ามือชา ไม่มีเหงื่อ หากผู้ป่วยไม่ระมัดระวังในการทำงานและไม่นวดบริหารกล้ามเนื้อนิ้วมือ ไม่ดูแลฝ่ามือที่แห้ง จะทำให้เกิดหนังแข็ง รอยแตก แผลเรื้อรัง นิ้วมืองอ ข้อติดแข็ง นิ้วมือกุดด้วน
http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img10.jpgนิ้วงอ/ข้อมือตก http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img9.jpg

·  เท้า เท้าตก นิ้วเท้างอ ฝ่าเท้าชา ไม่มีเหงื่อ หากผู้ป่วยไม่ระมัดระวังในการเดิน การทำงาน ไม่สวมรองเท้าที่เหมาะสม ไม่นวดบริหารกล้ามเนื้อ ไม่ดูแลฝ่าเท้าที่แห้งจะทำให้เกิดหนังแข็ง ตาปลา รอยแตก แผลเรื้อรัง ข้อเท้าบิดผิดรูปร่าง นิ้วเท้างอ ข้อติดแข็งและนิ้วเท้ากุดด้วน
http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img8.jpgนิ้วเท้างอ/แผลที่ฝ่าเท้า http://nonthaburi.moph.go.th/cyber/disinfo/cai/leprosy/img11.jpg

อาการที่แสดงว่าเส้นประสาทส่วนปลายเริ่มถูกทำลาย คือ

1.               ความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลดลง กระจกตา (ตาดำ) ชา

2.               กล้ามเนื้อมือ เท้า ตา อ่อนกำลังลง

3.               ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า แห้งเหงื่อไม่ออก

·  หากอาการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือนและได้รับการรักษา ที่ถูกต้องทันเวลาจะไม่เกิดความพิการ